จากภาพถ่ายด้านหน้าของพระสมเด็จองค์นี้
สังเกตพุทธลักษณะภายนอกและลักษณะพื้นผิวได้ดังนี้ครับ:
ขนาดระหว่างเส้นซุ้ม
2.4×3.5
ซม. ขนาดองค์พระ 2.4×3.8 ซม.
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ องค์ในภาพมีพุทธลักษณะและลักษณะเนื้อหาที่สอดคล้องกับ พระสมเด็จวัดระฆัง ยุคปลาย ซึ่งเป็นยุคที่ช่างหลวงหรือ
หลวงวิจารณ์เจียรนัย
เป็นผู้แกะบล็อกแม่พิมพ์ขึ้น (ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2412
– 2414 ในสมัยรัชกาลที่ 5
จุดสังเกตและการพิจารณาเชิงพุทธศิลป์
- เส้นบังคับพิมพ์ (กรอบกระจก):
ปรากฏเส้นทำมุมลาดเอียงลากยาวลงมาทางด้านซ้ายขององค์พระ
และกลืนหายไปบริเวณกึ่งกลางข้อศอกซ้ายอย่างชัดเจน
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแม่พิมพ์ยุคปลาย
- พระเกศ: ลักษณะเรียวยาวและเอียงสะบัดพาดทะลุซุ้มครอบแก้วขึ้นไปเล็กน้อย
(นิยมเรียกว่า พิมพ์ใหญ่เกศทะลุซุ้ม)
- วงแขนและพระเพลา: วงแขนทิ้งโค้งมนคล้ายรูปตัว U ลำพระองค์ผึ่งผายสมส่วน และพระเพลา
(หน้าตัก) ช้อนเอียงรับกับฐานชั้นบนสุด
- เนื้อหาและมวลสาร: เนื้อพระมีสีขาวอมเหลืองหม่น
มีการหดตัวและรอยปริแยกตามธรรมชาติรอบเส้นซุ้มและพื้นผิว
รวมถึงปรากฏหลุมร่องโพรงขนาดเล็กและจุดมวลสารกระจายตัวทั่วองค์
พุทธลักษณะและพิมพ์ทรง
- พิมพ์ทรง: มีพุทธลักษณะทรงพระประธานวงแขนทอดลงมาประสานกันในลักษณะโค้งมนมนเด่นชัด
ซอกรักแร้ด้านซ้ายขององค์พระ (ขวามือเรา) จะดูยกสูงลึกกว่าด้านขวาเล็กน้อย การตัดขอบข้างสามารถมองเห็นเส้นกรอบบังคับพิมพ์
หรือเส้นกรอบกระจก
- พระเกศ: ลักษณะเรียวยาวพุ่งตรงขึ้นไปเกือบชนหรือจดเส้นซุ้มครอบแก้ว
- ฐานพระ: ปรากฏฐาน 3 ชั้นอย่างชัดเจน
โดยฐานชั้นล่างสุดเป็นฐานหมอนหน้ากระดานตัดเฉียง
โครงสร้างพิมพ์โดยรวมดูสมส่วนผึ่งผาย
ลักษณะเนื้อหาและพื้นผิว
- วรรณะและสีผิว: เนื้อพระมีสีขาวอมเหลืองนวลตาจากคราบฝ้าหรือสีงาช้าง
สภาพโดยรวมด้านหลังของพระสมเด็จองค์นี้ มีลักษณะของ "หลังเรียบ" ที่ผ่านกาลเวลาจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพตามธรรมชาติของพระเนื้อผงโบราณอย่างเด่นชัด โดยมีจุดสังเกตและลักษณะสำคัญดังนี้ครับ
ลักษณะเนื้อหาและคราบผิว
- วรรณะและคราบรักเก่า: ผิวพระมีสีขาวอมเหลืองหม่น
(เนื้อจัด) สลับกับคราบสีน้ำตาลเข้มและสีเขียวขี้ม้าปนเทา
ซึ่งคาดว่าเป็นรอยคราบรักเก่าหรือเศษสสารที่เซตตัวเกาะอยู่บนพื้นผิว
- ทองเก่าติดพิมพ์: มีร่องรอยการลงรักปิดทองโบราณ
ปรากฏเศษทองคำเปลวสีทองสุกสว่างติดอยู่ประปรายบริเวณกึ่งกลางและส่วนบนขององค์พระ
ร่องรอยธรรมชาติ (การยุบ แยก ย่น)
- รอยปูไต่และรูพรุนตามด: มีรอยยุบตัวเป็นจุดเล็กๆ
และแอ่งหลุมตื้นๆ กระจายอยู่ทั่วแผ่นหลัง
ซึ่งเกิดจากการสลายตัวและการหดตัวของมวลสารอินทรีย์ตามธรรมชาติ
·
ความแห้งหนึกนุ่ม: พื้นผิวโดยรวมมีความแห้งผากแต่ดูหนึกนุ่ม
ไม่แข็งกระด้าง ขอบข้างทั้งสี่ด้านมีรอยปริแยกและรอยมนจากการตัดขอบด้วยตอกตัดโบราณ
โดยรวมถือเป็นด้านหลังของพระสมเด็จที่มี ฝ้าคราบความเก่าและมวลสาร ปรากฏชัดเจน
เหมาะแก่การนำไปส่องพิจารณาร่วมกับพุทธลักษณะทางด้านหน้าเพื่อความสมบูรณ์ในการศึกษาครับ
ลักษณะการตัดขอบ
(ขอบตัดโบราณ)
- รอยเส้นตอกหรือของมีคม: พื้นผิวข้างมีรอยครูดเป็นแนวดิ่งหรือรอยทแยงบางๆ
ซึ่งสอดคล้องกับกรรมวิธีการตัดกรอบพระสมเด็จในอดีต (เช่น
การใช้ตอกหรือมีดตัดจากด้านหน้าไปด้านหลัง).
- การปริแยกตรงขอบ: บริเวณขอบมุมด้านหลังมีรอยปริแยกและกะเทาะตัวเล็กน้อยตามธรรมชาติของพระเนื้อผงที่แห้งตัว.
- แนวดิ่งของขอบ: สัณฐานของขอบข้างมีความลาดเอียงเล็กน้อย
ไม่เป็นเส้นตรงทื่อแบบเครื่องจักรสมัยใหม่ สะท้อนถึงงานทำมือ (Handmade)
จากการพิจารณาด้วยเหตุและผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาข้างต้น
จึงการันตีว่า พระสมเด็จวัดระฆัง ที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องเป็น
"องค์ดารา" (องค์ที่เคยลงหนังสือหรือมีชื่อเสียงโด่งดัง) หรือ
"องค์ครู" (องค์ที่ถูกยกให้เป็นแม่แบบในการดูพิมพ์ทรง) ตามกระแสเสมอไป
เพราะแก่นแท้ของพระเครื่องอยู่ที่ ความเก่าของธรรมชาติและมวลสาร เป็นสำคัญ สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์
(โต พรหมรังสี) เป็นที่รู้จักกันทุกคนโดยเฉพาะข้าราชบริพาร บุคคลสำคัญและปุถุชน
(สามัญชน) ประชาชนทั่วไปให้ทั่วถึง ด้วยมวลสารศักดิ์สิทธิ์ที่โดดเด่น
เช่น ผงวิเศษทั้ง
5 (ผงปถมัง,
อิทธิเจ, มหาราช, ตรีนิสิงเห
และพุทธคุณ) ปูนเปลือกหอย ข้าวสุก และเกสรดอกไม้ ตามมวลสารที่หามาได้แต่ละครั้ง ซึ่งส่วนผสมแต่ละวาระ
แต่ละครก กระบะสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน จะอ่อนหรือแก่มวลสารใดเป็นหลัก การสร้างแต่ละครั้งมีจำนวนมาก
จึงมีแม่พิมพ์ที่แกะหลายแม่พิมพ์ทั้งขนาดและรูปทรงไม่เหมือนกันเป๊ะๆ ทำให้ทำให้เชื่อกันว่ามีพุทธคุณครอบจักรวาลในวงการพระเครื่องจึงยกย่องให้เป็น "จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง" และครองตำแหน่งอันดับ
1 ในชุด เบญจภาคี ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์
พุทธศิลป์ และความศักดิ์สิทธิ์ที่ยากจะหาวัตถุมงคลใดมาเทียบเคียง จึงมีคุณค่าและมูลค่านิยมสูงสุดในวงการพระเครื่องในปัจจุบันและต่างประเทศ
การสร้างพระจำนวนมากมีจุดประสงค์หลักเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และเพื่อสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ตามความเชื่อบุคคลที่ศรัทธาให้ทั่วถึงคนในประเทศ