ขนาดระหว่างเส้นซุ้ม 2.3×3.5 ซม. ขนาดองค์พระ 2.3×3.7 ซม.
พระสมเด็จวัดระฆังที่มีพุทธลักษณะและลักษณะเนื้อหาตามภาพนี้ สันนิษฐานว่าสร้างใน ยุคปลาย ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ช่วงประมาณ พ.ศ. 2407 – 2415
ข้อมูลการพิจารณาทางพุทธศิลป์และมวลสาร มีรายละเอียดดังนี้ครับ:
1. พิมพ์ทรงและพุทธศิลป์
- พิมพ์ทรง: เป็นพระพิมพ์ใหญ่มาตรฐานยุคปลาย เส้นซุ้มหวายผ่าซีกมีความอวบหนาครอบคลุมองค์พระ
- ฝีมือช่าง: การแกะบล็อกแม่พิมพ์มีความคมชัดและสมส่วน เป็นลักษณะฝีมือของกลุ่มช่างหลวง (เช่น หลวงวิจารณ์เจียรนัย) ซึ่งเข้ามาช่วยแกะแม่พิมพ์ถวายในยุคปลาย
2. ลักษณะเนื้อหาและสภาพผิวพระ
- เนื้อปูนแกร่งแตกลายงา: เนื้อพระมีส่วนผสมของปูนเปลือกหอยและปูนขาวเป็นหลัก ผิวพระปรากฏรอยลานหรือการแตกลายงา (หรือลายสังคโลก) ทั่วองค์ ซึ่งเกิดจากการหดตัวของมวลสารตามกาลเวลา
· การลงรักน้ำเกลี้ยง/รักดำ: มีคราบรักสีดำเก่าแก่ฝังอยู่ตามซอกพิมพ์และขอบรอบองค์พระอย่างเหนียวแน่น รอยรักเดิมส่วนใหญ่ได้ลอกล่อนออกตามธรรมชาติ เผยให้เห็นเนื้อในวรรณะขาวอมเหลืองหรือสีงาช้างอย่างชัดเจน
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่องค์นี้ มีสภาพรักเก่าหลุดร่อนออกบางส่วน ทำให้เห็นเนื้อในและมวลสารอย่างชัดเจน โดยรายละเอียดสภาพโดยรวมขององค์พระสามารถพิจารณาแยกเป็นส่วน ๆ ได้ดังนี้ครับ
1. สภาพผิวและคราบรักเก่า
- คราบรักสีดำ: ปรากฏเศษรักสีดำเก่าติดอยู่ตามร่องลึก เช่น บริเวณซอกแขน ข้างองค์พระ และใต้ฐานชั้นล่างสุด ซึ่งเป็นลักษณะของพระที่เคยลงรักปิดทองมาก่อนแล้วหลุดล่อนออก
- รอยแตกลายงา: พื้นผิวเนื้อพระปรากฏรอยแตกลายงาและรอยรานเป็นเส้นเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วองค์พระ บ่งบอกถึงธรรมชาติการเซ็ตตัวและการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาของเนื้อปูนเปลือกหอย
- คราบไคลและคราบฝุ่น: มีคราบความเก่า คราบฝุ่น และไคลน้ำปูนฝังแน่นอยู่บนพื้นผิว ทำให้พระดูมีความนุ่มและหนึกนุ่มซึ้งตา
2. มวลสารและสีเนื้อพระ
- สีเนื้อพระ: เนื้อพระมีสีขาวอมเหลืองหรือสีงาช้าง ผิวพรรณดูแห้งแกร่งแต่มีความหนึกนุ่มในตัวเนื้อพระเกิดการรัดตัวสูงมีความแน่นน้ำหนักท่วงนิ้วมือ
- จุดมวลสาร: สังเกตเห็นจุดสีส้มหรือสีแดง (เศษซุ้มกอหรือดินกำแพง) ประปรายอยู่บนพื้นผิว เช่น บริเวณมุมซ้ายบนและเหนือฐานชั้นบนสุด ซึ่งเป็นหนึ่งในมวลสารสำคัญของพระตระกูลสมเด็จ
3. สภาพพิมพ์ทรงและเส้นสาย
พระที่มีลักษณะการตัดขอบในรูปแบบนี้ มักถูกเรียกว่า"พิมพ์ใหญ่ตัดชิด" ซึ่งเกิดจากการใช้เครื่องมือตอกตัดหรือกรีดชิดแนวซุ้มมากกว่าปกติในขั้นตอนการกดสร้างพระด้วยมือ ส่งผลให้เส้นบังคับพิมพ์ด้านนอกสุดไม่เหลือปรากฏอยู่บนองค์พระ
- ความคมชัด: แม้ผิวพระจะดูผ่านการลอกหรือล้างรักมา แต่โครงสร้างหลักอย่างเส้นซุ้มครอบแก้ว องค์พระประธาน และฐานทั้ง 3 ชั้น ยังคงพอมองเห็นมิติรูปทรงได้ชัดเจน ไม่ถึงกับเลือนหายไปจนหมด
- ความสมบูรณ์: รูปทรงสี่เหลี่ยมชิ้นฟักลักษณะตัดชิดยังคงเป็นเหลี่ยมมุมชัดเจน ไม่มีรอยแตกหักครึ่งหรือรอยซ่อมใหญ่ที่เด่นชัดจากด้านหน้า
ส่วนด้านหลังของพระสมเด็จวัดระฆังองค์นี้จัดว่าเป็น "หลังสังขยา" หรือบางท่านเรียกว่า "หลังขนมตุ๊บตั๊บ" ซึ่งปรากฏร่องรอยธรรมชาติความเก่าแก่และการยุบตัวของเนื้อพระอย่างชัดเจน โดยมีรายละเอียดจุดสังเกตดังนี้ครับ
1. ลักษณะพื้นผิวโดยรวม
- รอยยุบแผ่เป็นหลุมบ่อ: พื้นผิวไม่เรียบตึง มีลักษณะเป็นคลื่น หลุม บ่อ และรอยระแหงแยกตัวคล้ายผิวหน้าของขนมหม้อแกงหรือสังขยา ซึ่งเกิดจากการหดตัวของมวลสารตามธรรมชาติที่มีอายุร้อยกว่าปี
- รอยริ้วระแหงแยกตัว: ปรากฏรอยแตกเป็นเส้นสายขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป บ่งบอกถึงความแห้งและเก่าเซ็ตตัวของปูนเปลือกหอยที่เป็นเนื้อหลัก
2. มวลสารที่ปรากฏเด่นชัด
- จุดแดง (เม็ดพระกำแพง): เห็นเศษวัตถุสีส้มอิฐหรือสีดินเผา (ศิลาธิคุณ) ขนาดค่อนข้างใหญ่จมอยู่
· · ในเนื้อพระอย่างเด่นชัด ทั้งบริเวณด้านบนและด้านล่าง ซึ่งตามตำราเชื่อว่าเป็นมวลสารจากพระซุ้มกอหรือพระกรุกำแพงเพชรที่หักชำรุดนำมาบดผสม
· · จุดดำและกรวดเทา: มีเม็ดมวลสารขนาดเล็กสีดำ (อาจเป็นผงถ่านก้านธูปหรือมวลสารศักดิ์สิทธิ์) และเศษกรวดสีเทาอ่อนฝังกระจายตัวอยู่ทั่วไป
· · ก้อนผงพุทธคุณ: ปรากฏก้อนขาวขุ่นหรือจุดสีขาวนวลกระจายตัวอยู่ตามหลุมบ่อ ซึ่งเกิดจากผงลบวิเศษของสมเด็จโต
3. ร่องรอยตามขอบพระ
- มีรอยปริแยก รอยยุบตัวขรุขระตามบริเวณขอบข้างทั้งสี่ด้าน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่เกิดจากการตัดขอบพระด้วยตอกในอดีต แล้วเนื้อพระเกิดการหดแห้งตัวเข้าหาศูนย์กลาง
ด้านข้างของพระสมเด็จองค์นี้ สามารถวิเคราะห์สภาพทางกายภาพ เนื้อหา และความเป็นธรรมชาติได้ดังนี้ครับ
- มวลสารกระจายตัว: เห็นมวลสารผสมผสานกันอย่างชัดเจน มีทั้งกรวดเทา จุดสีดำ และเศษมวลสารสีน้ำตาลแดง (คล้ายเศษซุ้มกอ) กระจายอยู่ทั่วไปในเนื้อพระ
- ความแห้งและหนึกนุ่ม: เนื้อพระมีความแห้งผากตามอายุ แต่ยังคงความหนึกนุ่ม ไม่กระด้าง ด้านในเนื้อมีความหนาแน่นสูง
- สีสันของเนื้อหา: เนื้อหาออกโทนสีน้ำตาลอมเหลือง (เนื้อจัด) มีความเข้มอ่อนสลับกันไปตามธรรมชาติการเซ็ตตัวของเนื้อปูนเปลือกหอย
- ความเป็นธรรมชาติด้านข้าง
- รอยแยกและรอยราน: ปรากฏรอยแยกและรอยรานขนาดเล็ก (รอยตีนปู) เป็นเส้นแขนงอยู่ทั่วบริเวณด้านข้าง ซึ่งเกิดจากการหดตัวของมวลสารตามกาลเวลา
- รอยปูไต่และความเก่า: มีร่องรอยการปริแยกที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่คมหรือเป็นเส้นตรงแบบจงใจทำ เม็ดมวลสารบางส่วนหลุดร่อนออกไปตามธรรมชาติ ทำให้เกิดเป็นแอ่งหรือหลุมบ่อขนาดเล็ก
- ความมนของขอบ: ขอบพระมีความมนเล็กน้อย ไม่คมกริบ ซึ่งแสดงถึงการผ่านกาลเวลาและการสัมผัส
จากการพิจารณาด้วยเหตุและผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาข้างต้น จึงการันตีว่า พระสมเด็จวัดระฆัง ที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องเป็น "องค์ดารา" (องค์ที่เคยลงหนังสือหรือมีชื่อเสียงโด่งดัง) หรือ "องค์ครู" (องค์ที่ถูกยกให้เป็นแม่แบบในการดูพิมพ์ทรง) ตามกระแสเสมอไป เพราะแก่นแท้ของพระเครื่องอยู่ที่ ความเก่าของธรรมชาติและมวลสาร เป็นสำคัญ สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นที่รู้จักกันทุกคนโดยเฉพาะข้าราชบริพาร บุคคลสำคัญและปุถุชน (สามัญชน) ประชาชนทั่วไปให้ทั่วถึง ด้วยมวลสารศักดิ์สิทธิ์ที่โดดเด่น เช่น ผงวิเศษทั้ง 5 (ผงปถมัง, อิทธิเจ, มหาราช, ตรีนิสิงเห และพุทธคุณ) ปูนเปลือกหอย ข้าวสุก และเกสรดอกไม้ ตามมวลสารที่หามาได้แต่ละครั้ง ซึ่งส่วนผสมแต่ละวาระ แต่ละครก กระบะสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน จะอ่อนหรือแก่มวลสารใดเป็นหลัก การสร้างแต่ละครั้งมีจำนวนมาก จึงมีแม่พิมพ์ที่แกะหลายแม่พิมพ์ทั้งขนาดและรูปทรงไม่เหมือนกันเป๊ะๆ ทำให้ทำให้เชื่อกันว่ามีพุทธคุณครอบจักรวาลในวงการพระเครื่องจึงยกย่องให้เป็น "จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง" และครองตำแหน่งอันดับ 1 ในชุด เบญจภาคี ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ พุทธศิลป์ และความศักดิ์สิทธิ์ที่ยากจะหาวัตถุมงคลใดมาเทียบเคียง จึงมีคุณค่าและมูลค่านิยมสูงสุดในวงการพระเครื่องในปัจจุบันและต่างประเทศ การสร้างพระจำนวนมากมีจุดประสงค์หลักเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และเพื่อสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ตามความเชื่อบุคคลที่ศรัทธาให้ทั่วถึงคนในประเทศ